Saturday, September 11, 2010

Quality Score กับ LP ของ Clickbank

ผมใฃ้ LP เขียนรีวิวใหม่ ใส่กราฟฟิกใหม่ ให้มันดูเท่ๆหน่อย 




คุณsupersonic ครับหรือเพื่อนๆทุกคนที่รู้ครับ รบกวนทีครับ ปกติคุณsupersonicหรือเพื่อนๆ จะใช้ LP ใช่ไหมครับ เพราะสินค้าที่มองข้ามส่วนใหญ่ จากประสบการณ์ของผมน่ะครับ พอนำwebsiteของทางเจ้าของสินค้ามาโปรโมทเลย คะแนนคุณภาพมันมักจะต่ำมากๆทั้งที่ kwมันก็สัมพันธ์กับกับadsและกับwebsite คะแนนอยู่ที่3,4เต็ม10 มันทำให้เราต้องบิดสูงมากๆครับ ...แต่ถ้าเป็นพวกqravity สูง มักจะไม่เป็นครับ ...ไม่รู้ว่าเป็นเหมือนผมป่าวครับ ขอบคุณครับ

 
เว็บพวกนี้ Quality Score ต่ำแน่นอน  เพราะยังไม่ดัง มี Back Links น้อยมาก วิธีแก้คือสร้างลิ๊งค์ไปยังเว็บดังๆตรงด้านล่างเว็บของเราหลายสิบเว็บ เช่น ผมขายเว็บพ่อมด โปรโมทอันนี้เป็นหลัก แต่ด้านล่างทำลิ๊งค์ไปยังหน้า Amazon ที่ขายหนังสือ Harry Potter-- เว็บส่วนตัวของ J.K.Rowling--และอีกมากมายหลายเว็บที่ดังระเบิดอยู่แล้วเท่าที่จะ search มาได้และเนื้อหาเกี่ยวโยงกัน  แต่เราไม่ต้องการให้คนดูคลิกตรงนี้ เราเอามาเสริมบารมีเท่านั้น ต้องทำสีของตัวอักษรที่เป็นลิ๊งค์ให้กลมกลืนไปกับหน้าเว็บเพจ เช่นพื้นสีเทา ตัวอักษรก็เทา คนดูมองไม่เห็น แต่ bot จะมองเห็น และเพิ่มคุณค่าให้กับหน้าเว็บของเราโดยอัตโนมัติ อันนี้ผมเรียนรู้มาจากเว็บบอร์ดของฝรั่ง  มันเคยใช้ได้ผลทำให้ Quality Score ดีขึ้นมากๆ  แต่ปัจจุบันนี้จะยังใช้ได้อยู่หรือเปล่าก็ไม่รู้นะ ไม่ได้ทำนานแล้ว เพราะตอนนี้ผมมุ่งไปทาง SEO เป็นหลัีก Google มักจะไล่ทันลูกเล่นของเว็บมาสเตอร์ และอบรม bot ของเขาให้ฉลาดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ปัจจุบันอาจจะหมดความขลังไปแล้วก็ได้  แต่เมือปีก่อนตอนที่ผมยังทำอยู่ได้ผลชงัดมาก  มันมีเทคนิคอีกมากมายหลายอย่างที่เซียนฝรั่งเขาทำกัน แต่พวกเรายังไม่ค่อยรู้ ที่ผมเอามาเล่าให้ฟังในกระทู้นี้ไม่ได้คิดขึ้นเอง ล้วงความลับมาจากเว็บบอร์ดฝรั่งทั้งสิ้น  ไม่ว่าการแจก- การแถม -การทำ Rebate- การใช้ KeywordSpy  เขาเริ่มต้นมาก่อนเรา เขาจึงสะสม Knowhow ทางนี้ไว้มากกว่าเรา มากจนผมคาดไม่ถึง  ถ้ายังสนใจยังมีเนื้อหาจะถ่ายทอดให้ฟังอีกหลายตอน


ที่มา : มือใหม่ อยากลอง clickbank

การหาสินค้า ClickBank

ขอเพิ่มอีกนิดหนึ่งเรื่องการหาสินค้า

ไม่ว่าจะทำ Amazon หรือ Clickbank คำถามแรกที่เรามักจะถามตัวเองคือ "จะขายอะไรดี" มันมีสองแนวทางคือ ไปตามกระแส เลือกสินค้าที่อยู่อันดับต้นๆ ของแต่ละ category แล้วเข้าำไปบิดสู้กับเขา ซึ่งส่วนมากมักจะเจ็บตัวกลับมา เพราะเจ้าที่เขาไม่ยอมให้สอดแทรกเข้าไปง่ายๆ
อีกวิธีคือหาสินค้าที่ไม่ค่อยมีคนสนใจ ซุกซ่อนอยู่ตามซอกตามหลืบ ขาดคนเหลียวแล ผมจำได้ว่าเมื่อครั้งที่ Harry Potter ยังแรงอยู่ ผมสงสัยว่ามันจะมีเว็บไซท์เกี่ยวกับพ่อมดหมอผีหรือเปล่า ลอง Search เข้าไปดู จ๊ะเอ๋เข้าเว็บหนึ่งอยู่อันดับที่ร้อยกว่า มันเป็นที่รวบรวมเรื่องราวของพ่อมด ไสยเวทย์ มนต์ดำ แต่ gravity มันแค่ 1 เรียกว่าไม่มีใครสนใจจะโปรโมทเลย ผมเลยลองทำดู พบว่าแทบไม่มีคู่แข่งเลย โฆษณาของ Adwords มีอยู่สามอัน ผมจ่ายคลิกละ 0.03 อยู่อันดับสาม ทุกหนึ่งเหรียญที่จ่ายไปได้กลับมาสิบห้าเหรียญ อิ่มหมีพีมันไปพักหนึ่ง ตอนนี้ Harry Potter ไม่ค่อยดังแล้ว และ gravity มันขึ้นไปถึง 15 คู่แข่งมากขึ้น ผมเลิกทำไปนานแล้ว แต่เล่าให้ฟังเพื่อเป็นข้อคิดว่า "อย่าสรุปว่าถ้า Gravity ต่ำแล้วจะขายไม่ได้"

Gravity คืออะไร?
แปลตรงๆก็แปลว่าแรงดึงดูด ถ้า gravity สูงก็คือมันมีแรงดึงดูดให้ Affiliate Marketers เข้ามาทำกันเยอะ แค่ค่า gravity มันอาจเป็นภาพลวงตาก็ได้ เพราะวิธีการคำนวณของมันใช้จำนวนผู้ขายเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ยอดขายเป็นตัวตั้ง ดังนั้นสินค้าที่มี Gravity 600 จริงๆแล้วอาจจะมียอดขายต่ำกว่าตัวที่มีค่า Gravity 400 ก็ได้

สมมุติ สินค้า Gravity 600 ยอดขายเฉลี่ยคนละหนึ่ง
แต่ สินค้า Gravity 400 ยอดขายเฉลี่ยคนละสอง
แสดงว่าสินค้าตัวที่สองมียอดขายจริงๆสูงกว่า
วิธีการคำนวณค่า Gravity ใช้ระบบ Weighted คือถ่วงน้ำหนัก ให้ความสำคัญกับการขายในระยะใกล้มากกว่าระยะไกล แล้วเอามาหาค่าเฉลี่ย
เช่น

สินค้า A มีผู้ขายได้ 10 คน ใน 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา เอาไปคนละ 1 คะแนน=10 คะแนน
ขายได้ 10 คน ใน 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เอาไปคนละ 0.9 คะแนน=9 คะแนน
ขายได้ 10 คน ใน 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา เอาไปคนละ 0.8 คะแนน=8 คะแนน
ขายได้ 10 คน ใน 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา เอาไปคนละ 0.7 คะแนน=7 คะแนน
คะแนนรวมทั้งหมด 34 แล้วเอามาหารด้วย 4 ค่า Gravity ของสินค้าตัวนี้คือ 8.5 อันนี้เป็นวิธีการคำนวณแบบคร่าวๆ จริงๆการให้คะแนนของเขาอาจจะต่างจากนี้ แต่หลักการอันเดียวกันคือให้น้ำหนักกับระยะใกล้มากกว่าระยะไกล จะเห็นได้ว่าเขาพูดถึงแต่จำนวนคนขาย ไม่ได้พูดถึงยอดขายเลย ค่า Gravity จึงไม่ใช่ตัววัดที่แท้จริงว่าสินค้าไหนจะขายดีกว่ากัน

เราจะดูได้อย่างไรว่าสินค้าไหนกำลังขายดี ?
นอกจากใน cbtrends.com แล้วอีกที่หนึ่งที่เราพอจะเดาทิศทางของสินค้าได้คือใน KeywordSpy.com พวกเราส่วนมากจะรู้จัก Spyfu.com และ KeywordSpy.com กันดี แต่ไม่รู้ว่าจะเอามันมาใช้ประโยชน์อย่างไร ยิ่งพอรู้ว่าต้องเสียตังค์ก็ไม่ค่อยอยากใช้ ที่จริง KeywordSpy เขาให้เราใช้ฟรีได้ตลอดชีพ แต่เวอร์ชั่นใช้ฟรีเขาให้เราดูได้แค่ยี่สิบรายการ ขณะที่เวอร์ชั่นเสียเงินดูได้ไม่จำกัด เราก็เอาเวอร์ชั่นฟรีก็พอแล้วครับ สมัครเป็นสมาชิก KeywordSpy แบบฟรีเสียก่อน เราอยากดู Keyword ไหนก็กรอกKeywordเข้าไปตรงช่อง Search มันก็จะขึ้นหน้าจอใหม่ขึ้นมา มีเมนู
Paid Keywords --Organic Keywords--Affiliate Keywords--Time Machine
เราคลิกที่ Affiliate Keywords ซึ่งค่า default ของมันคือ Clickbank อยู่แล้ว แต่เราจะเปลี่ยนเป็น Linkshare-Amazon-CJ ก็ได้ ในที่นี้เราจะดู Clickbank มันก็จะมีกราฟขึ้นมาด้านซ้ายมือ กับนิกเนมของ Super Affiliates ด้านขวามือ Super affiliates คือกลุ่มที่เอาโฆษณาไปลง Adwords กันมากที่สุด โดยวัดจากจำนวน Keywords (แกน Y) และ Products(แกนX) ถ้าเขาขายไม่ได้เขาจะทุ่มเงินกันมากมายเข้าไปทำโฆษณาทำไม เราก็คลิกไปที่นิกเนมของแต่ละคน เข้าไปดูว่าเขากำลังขายอะไรกันอยู่ ใช้ Keyword อะไร ใช้ถ้อยคำอะไรในโฆษณา เขาเป็น super affiliates ได้แสดงว่าเขาทำการบ้านมาเยอะ เราก็แอบดูของเขาบ้างจะเป็นไรไป ไม่ต้องไปลอกเขามา แต่เอามาเป็น guide ได้ว่าอะไรขายได้ขายไม่ได้ รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ผมเริ่มหยุดขาดทุนก็ด้วยวิธีนี้ หลังจากทำมั่วไปหมดจนขาดทุนติดต่อกันหลายเดือน ผมหยุดตั้งหลักแล้วเข้าไป research ใน KeywordSpy จนเริ่มเห็นแนวว่าจะไปอย่างไรต่อ จะจับตัวไหนดี ลองดูกันครับ อย่าเพิ่งท้อ มีทุนทำ Adwords ก็ทำไป ไม่มีทุนก็ทำ Article Submission ก็ได้ อาศัียความอดทนอย่างเดียว ผลลัพธ์เหลือเชื่อ

ที่มา: http://forums.sem.or.th/index.php/topic,17986.msg132799.html#msg132799

เริ่มต้นกับ Clickbank --- การทำ ppc กับ clickbank มีกฏคล้ายกับ amazon มั้ยครับ

กติกาไม่ต่างกันมาก แต่สินค้าหลายตัวในคลิกแบ๊ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเว็บที่สอนวิธีดาวน์โหลด เกม เพลง หนัง PSP Wii อะไรพวกนี้ พี่แอ๊ดเขาไม่ให้โฆษณา เขาอาจจะถือว่ามันหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดลิขสิทธ์ เสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องในภายหลัง ส่วนของพี่ญา(ฮู)ก็คล้ายๆกัน บางทีลงให้สองวันแล้วระงับหมด ฉะนั้นไอ้พวกดาวน์โหลดเพลง เกม หนัง อะไรนี่อย่าไปยุ่งดีกว่า Refund สูงมาก บางเจ้าถึง 50% หลอกให้ดีใจอยู่สองสามอาทิตย์ว่าได้ตังค์ เผลอเดี๋ยวเดียวขอตังค์คืนกันเกือบหมด สองร้อยเหรียญหายไปในพริบตา

กฏไม่ต่างกันก็จริง แต่วิธีการขายเพื่อให้ได้ตังค์ต่างกันมาก คนที่เจ็บตัวกับ Clickbank เพราะเอาวิธีการที่เคยใช้ได้ผลกับ Amazon มาใช้ ซึ่งข้อแตกต่างมันมีเยอะ เพราะสินค้ามันคนละแบบกัน

ขอสรุปย่อๆในน้องๆเอาไปเป็นแนวคิดนิดๆหน่อยๆ
1) เวลาทำ Amazon คุณเลือกจำเพาะเจาะจงประเทศใดประเทศหนึ่ง เมกาก็เมกา แคนาดาก็แคนาดา แต่ของ Clickbank เป็นสินค้าดิจิตอล เป็น ebook หรือซอฟท์แวร์ที่ดาวน์โหลดทันทีได้ทั่้วโลก มันไม่มีพรมแดน ถ้าคุณจำกัดว่าโฆษณาในอเมริกาเท่านั้น เท่ากับปิดกั้นโอกาสของตัวเอง ทุกประเทศมีคนที่มีการศึกษาสูงและรู้ภาษาอังกฤษดีอยู่กลุ่มหนึ่ง คนกลุ่มนี้มีกำลังซื้อ ผมเคยขายโปรแกรมซื้อขายเงินตราอัตโนมัติให้คนในรัสเซีย ขายคู่มือเลี้ยงหมาในลูกค้าในเม็กซิโก คู่มือเล่นกล้ามให้คนในสิงคโปร์ อย่าปิดโอกาสทางการค้าของเรา ถ้ากลัวว่าตั้งค่าให้โฆษณาทั่วโลกแล้วคลิกจะเยอะเกินไป ก็เอาแค่ประเทศหลักๆที่ใช้ภาษาอังกฤษก็ได้ เช่น อเมริกา แคนาดา อังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ยุโรปหลายประเทศก็ใช้ภาษาอังกฤษกันอย่างแพร่หลาย เช่น สวีเด็น คนฟิลิปปินส์ อินเดีย และ สิงคโปร์ก็ใช้ภาษาอังกฤษ มีอีกหลายประเทศเล็กๆที่ใช้ภาษาอังกฤษกันคล่องแคล่ว ยิ่งตอนนี้เศรษฐกิจอเมริกาแย่ แต่บางประเทศยังโอเคอยู่นะ กำลังซื้อยังมี ล่าสุดนี่ผมไ้ด้มาสดๆร้อนๆจากโรมาเนีย $48

2) Keyword ที่ใช้ขายสินค้าใน amazon มันแคบอยู่ไม่กี่คำ ใช้ชื่อยี่ห้อ ใส่รุ่น ใส่คำว่า sale, cheap, buy, best price, low price พ่วงหน้าพ่วงหลังเข้าไป สัก 30-40 คลิกก็ขายได้แล้ว ส่่วนจะได้กำไรหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าเราบิดสูงแค่ไหน แต่สินค้า Clickbank ทำวิธีนี้ไม่ได้ผล ความเป็นไปได้ของ keyword มีมากมายมหาศาล keyword ที่ขายได้มักจะขึ้นด้วยคำว่า how to, how to deal with, dealing with, how can I , how do I ทำนองนี้
มีน้องคนหนึ่งถามผมมาเป็นการส่วนตัวดังนี้ "ในการทำโฆษณาใน clickbank เราจำเป็นที่ต้องใช้เครื่องมือในการหา kw หรือเปล่าครับ ถ้าจำเป็นหรือควรต้องใช้ พอจะแนะนำโปรแกรม keyword tool โปรแกรมต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางจะเป็นความกรุณามากเลยครับ" ผมตอบไปหลายคนแล้วด้วยคำถามแบบเดียวกัน จึงทราบว่าน้องๆหลายคนยังไม่รู้จริงๆ เพื่อเป็นประโยชน์กับผู้อื่น จึงขอคัดลอกมาใส่ไว้ตรงนี้--
" สินค้าใน Clickbank ส่วนมากเจ้าของเว็บเขาจะเตรียม Keyword ไว้ให้เราแล้ว เกือบทุกเว็บจะทำแบบนี้ บางทีก็เตรียมตัวอย่างโฆษณาหรือวิธีโปรโมทไว้ให้แล้ว ยิ่งเว็บดังๆจะเตรียมการไว้ให้เราเกือบทุกอย่าง ไม่ต้องไปคิดเอง หาเอง เข้าไปที่เว็บที่เราต้องการโปรโมท แล้วมองหาคำว่า affiliates เล็กๆข้างล่างสุด เข้าไปดูเลยว่าเขาเตรียมอะไรให้เราบ้าง บางที่ก็ต้องลงทะเบียนก่อน แล้วเขาจะแจ้งรหัสมาทาง email ถึงจะเข้าไปดูได้ บางที่เขาก็บอกเอาไว้ตรงหน้า Marketplace ที่เขาใช้โปรโมทสินค้าของเขา สังเกตตรงบรรทัดที่ 3-4 จะมี link ตรงไปหน้านี้ เขาเตรียมมาให้หมด บางเจ้่าให้เว็บไซท์ฟรี มี Review สินค้ามาให้เสร็จ ดาวน์โหลดมาใช้ได้เลย บางเจ้าแถม ebook สอนวิธีทำมาให้ ผมดาวน์โหลดมาจากหลายเว็บแล้ว ได้คู่มือสารพัดอย่างมาเป็น 100 เล่มแล้ว ทุกอย่างฟรีหมดครับ เขาอยากให้เราโปรโมทเขา เมืื่อเราได้ตังค์ เขาก็ได้ตังค์"

3) การใช้ Landing Page ได้ผลกว่า Direct Link หลายเท่า ถ้าเรามีหน้า review สินค้า เอาสินค้าคล้ายๆกัน 4 อย่างมารวมกันบนหน้าเดียว เราจ่ายค่้าคลิกครั้งเดียวแต่ลูกค้าวนไปวนมาอยู่บนเว็บเรา เท่ากับยิงกระสุนนัดเดียวได้นกสี่ตัว ถ้าจ่ายค่าคลิกให้พี่แอ๊ด(เวิร์ด) 0.40 หารด้วยสี่ก็เท่ากับเหลือแค่ 0.10 ต่อสินค้า ถ้าทำ landing page ไม่เป็น เขียน review ไม่เป็น ก็ค้นดูใน Clickbank นั่นแหละ มันมีเว็บที่รับเขียน Review และ ทำ Landing Page ให้ จ่ายเป็นรายเดือน แต่ของผมนี่ไม่เคยเสียตังค์ ใช้วิธีตัดต่อพันธุกรรม ค้นหารีวิวจากหลายๆเจ้า เอาของเจ้าโน้นมาท่อนหนึ่ง เจ้านี้มาท่อนหนึ่ง ปนกันไปปนกันมา เอาดิกมาเปิดหาคำ synonym เปลี่ยนคำนั้นเป็นคำอื่นที่ความหมายพ้องกัน เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาครึ่งชั่วโมงได้แล้วครับ 1 review พอโหลดขึ้นเว็บ แค่สามคลิกขายได้เลย ส่วน Landing Page ก็ก๊อปเขามา Edit >Save As>Web Page โหลดมาทั้งดุ้น แล้วเอา Photoshop แปลงตรงโน้นแปลงตรงนี้ สักพักก็ไม่เหมือนของเขาแล้ว ตัดต่อพันธุกรรมสำเร็จอีกแล้ว

4) สินค้าที่ถูกมองข้ามมีเยอะ พวกเราไปตะกุยตะกายต่อสู้กันเพื่อแย่งขายสินค้าที่อยู่อันดับต้นๆในแต่ละ Category ซึ่งบิดกันสูงมาก บางตัวคลิกละ 3-4 ดอลลาร์ก็มี แต่รู้ไหมว่าสินค้าบางตัวที่อยู่อันดับลึกๆ ไม่มีคู่แข่งเลย แต่มัีนก็มีลูกค้าของมันอยู่ เชื่อไหมว่าเว็บไซท์ที่เกี่ยวกับแม่มดพ่อมดก็มีนะ และมันขายได้ด้วย

5) มันเป็นธรรมชาติมนุษย์ที่ไม่ชอบเสียตังค์ให้คนอื่น ลูกค้าส่วนใหญ่เขาฉลาดครับ พอเขามองเห็นบนหน้า Landing Page ของเราว่าเป็น affiliate link เช่น hxxp://zzzzz.nononsense.clickbank.com เขาจะไม่ยอมคลิก บางครั้งเราก็ต้องซ่อน link พวกนี้ไว้ด้วยวิธี cloaking แปลงลิ๊งค์ให้เป้นตัวอื่นที่ลูกค้าจำไม่ได้ แบบที่ใช้ฟรีก็มี เช่น tinyurl.com, shorturl.com, shrinkmylink.com, url123.com แบบเสียตังค์ก็มี ที่เสียตัีงค์จะแปลงได้เนียนกว่า บางคนก็ใช้วิธี Redirect มันมีหลายวิธีครับที่จะซ่อนลิ๊งค์ได้ ไปศึกษาเพิ่มเติมดู ผมคงไม่มีเวลาอธิบายหมด

6) ธรรมชาติมนุษย์ชอบของแจกของแถม สมมุติว่า Landing Page นายAขายคู่มือรักษาริสีดวงโดยวิธีธรรมชาติ(มีขายในClickbankจริงๆ) แต่ซื้อแล้วไม่แถมอะไรเลย ส่วน Landing Page นาย B ขายคู่มือริดสีดวงเหมือนกัน แต่ถ้าซื้อจากตรงนี้ แล้วส่งเลขที่ใบเสร็จมา นายบีจะแถม eBook เกี่ยวกับสุขภาพมูลค่ารวม 200 เหรียญ ฟรี 7 เล่ม คุณคิดว่าของใครจะขายได้ ที่จริงนายบีซื้อ eBook มาเล่มละสองเหรียญ แต่ eBook พวกนี่ มี Resale Right คือเอาไปขายต่อได้ไม่จำกัดครั้ง (ในคลิกแบ๊งมี เว็บอื่นก็มี ) เอาไปแจกต่อก็ไ้ด้ ซื้อมาเจ็ดเล่ม 14 เหรียญ เอาไปแจกต่อร้อยครั้งก็ต้นทุนสิบสี่เหรียญเท่าเดิม แต่เปลี่ยนสถานะจากที่ขายไม่ได้เป็นขายได้ขึ้นมาทันที คุณจะเอาแบบไหน
อีกวิธีคือ Rebate คืนตังค์ให้ลูกค้า ถ้าซื้อจาก Landing Page ของเรา เราคืนตังค์ให้ วิธีนี้ต้องใช้กับซอฟท์แวร์ที่จ่ายค่าคอมสูงๆ เช่น KeywordElite ตอนออกใหม่ๆขายดีมาก ตอนนี้ใครไปจับมีแต่เจ๊งเช่นเดียวกับTattoo แต่นี่เอามาเป็นตัวอย่าง เพราะค่าคอมมันสูงถึง $97 นักการตลาดที่มีไหวพริบดีก็เสนอคืนเงินให้ลูกค้า $50 (ข้าเก็บไว้ $47 ก็ยังรวย ฮ่า ฮ่า) ลองคิดดูเจ้าหนึ่ง Conversion 2% ไอ้เจ้านี้ Conversion 17% ถึงคืนเงินก็ยังเหลือตังค์มากกว่าอยู่ดี แต่วิธีนี้มีข้อจำกัดคือใช้กับสินค้าที่ค่าคอมสูงเท่านั้น และต้องรอ 60 วันถึงจะคืนตังค์ ถ้าคืนทันที ลูกค้าขอ Rebate แล้วขอ Refund ซ้ำอีก กระอักเลือดแน่

7) SEO ด้วยวิธี Article Submission ใช้กับ Amazon ไม่ค่อยได้ผล แต่กับ ClickBank ได้ผลมากๆ เรียกว่าสุดยอดจริงๆ คือเขียนบทความไปลงตาม Article directories ต่างๆ เช่น ezineArticles.com, Goarticles.com ตัวเจ๋งๆแรงๆคือสองตัวนี้ แต่มีเจ้าอื่นเป็นร้อยๆ ลองค้นหาดู คือเราส่งบทความไปลงแล้วฝากลิ๊งค์กลับมายัง Landing Page ของเรา traffic มันมาเอง โดยไม่ต้องเสียตังค์
และถ้าเราไปป่าวประกาศถึงบทความของเราใน Twitter.com ด้วย traffic จะทะลักมาเหมือนแม่น้ำ ใครยังใช้ Twitter ให้เป็นประโยชน์ทางการตลาดไปเป็น ต้องไปรีบศึกษาด่วน ไม่เช่นนั้นจะก้าวตามเขาไม่ทันแน่นอน ขอยืนยันว่า Twitter จะมาแรงที่สุดในปีนี้
ถ้าท่านที่เขียนบทความเป็นภาษาอังกฤษไม่เป็น มันก็มีวิธีอีกนั่้นแหละครับ มีเว็บที่รับจ้างเขียนบทความมากมายบนโลกไซเบอร์ ลองดูที่ elance.com ก็ได้ เว็บอื่นก็มีแยะเป็นร้อยเป็นพัน บทความละเหรียญสองเหรียญเอง คนเขียนเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยในอินเดีย ค่าครองชีพในอินเดียนั้น เหรียญสองเหรียญก็เลิศแล้วครับกับการทำงานแค่หนึ่งชั่วโมง นอกจากนั้นก็ยังมีซอฟท์แวร์ที่มันจะเขียนบทความเป็นภาษาอังกฤษให้เราเอง แต่แพงหน่อยครับ ต้องจ่้ายเป็นรายเดือน ดูเหมือนจะชื่อ article wizard pro มีขายใน Clickbank นั่นแหละ มันแพง แต่ถ้าจะทำอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เอาเงินเอาทองจากคลิกแบ๊งวันละสามสี่ร้อยเหรียญจริงๆก็คุ้ม เพราะเราส่งบทความไปแล้วลูกค้ามาเอง เราไปไม่ต้องเสียตังค์ให้พี่แอ๊ดกับพี่ญาไปอีกตลอดชีวิต
ตอนนี้ผมใช้วิธีนี้ แต่ไม่ได้จ่ายตังค์ให้นักศึกษาอินเดียหรือซื้อซอฟท์แวร์พวกนี้หรอก ใช้วิธีตัดต่อพันธุกรรมเหมือนเดิม สมมุติจะขายคู่มือนักกล้าม ผมก็ search หาบทความที่เนื้อหาเกี่ยวกับนักกล้ามมาสักสี่ห้าอัน เอาท่อนโน้นมาปนท่อนนี้ ตัดต่อกันไปมาสักครึ่งชั่วโมง เปลี่ยนคำโน้นเปลี่ยนคำนี้ มันไม่เหมือนของเดิืมอีกเลย ส่งไปเขาก็ลงให้ และมีคลิกมาตลอด และขายได้ซะด้วย
ที่จริงมันก็ยังมีอีกหลายประเด็นเกี่ยวกับ Clickbank ที่อยากเล่า แต่วันนี้ขอพักก่อน ถ้ามีเวลาจะมาเพิ่มเติมใหม่ รู้สึกเห็นใจน้องๆและเพื่อนๆที่เข้ามาใหม่แล้วขายไม่ได้ เจอแต่คลิกเป็นร้อยเป็นพัน ไม่มีเม็ดเงินเข้ามาเลย เขียนมาถามผมเป็นการส่วนตัวหลายคน ผมตอบแล้วตอบอีกจนเหนื่อย เลบมาเขียนตรงนี้ดีกว่า คนอื่นจะได้อ่านด้วย

ข้อมูลในเว็บนี้ที่เกี่ยวกับคลิกแบ๊งก็ค่อนข้างน้อย ผมเองต้องสะเปะสะปะด้วยตนเองอยู่หนึ่งปีถึงจะเริ่มขายได้ ปีแรกขาดทุนยับ ปีที่สองพอขายได้บ้างครับ ไม่เยอะแต่ก็พอได้ครับ คลิกแบ๊งขายยาก วิธีการซับซ้อน แต่พอได้แต่ละทียิ้มออกครับ ถ้าเรารู้วิถีทางของมันแล้วกินไปอีกนาน สู้ๆครับพี่น้อง

Tuesday, January 19, 2010

ทำ blogspot ให้ได้เงิน

เก็บความรู้ไว้สักหน่อย ขี้เกียจ Print มาติดให้เต็มฝาบ้านละ จะ bookmark กระทู้ไว้ก็นะ กลับไปอ่านทีนึงก็ไม่รู้ว่าอยู่หน้าไหน เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับ Blogspot

ทำ blogspot ให้เป็นเงินด้วยการติด adsense จากกระทู้ในไทยเสียวของคุณ harley

เคล็ดไม่ลับ(เล็กๆ) กับ blogspot

1) โดเมนเก่า เซริฟเวอร์แรง และเป็นญาติกับ google ไต่อันดับได้ดีสำหรับทำ SEO
2) ต้องทำ ONPAGE เพิ่มเติมจากธีมที่ให้มา title meta
3) ONPAGE ให้เต็มสูบกับ Basic SEO ที่เห็นได้ทั่วไป อันไหนขาดเติมให้มี
4) ทุกหน้าใน blog ต้องมีการเชื่อมโยงถึงกันให้หมด (ผมเคยโพสไว้แล้ว)
5) ลมปราณภายในแข็งแรงก็ไปซ่าหา BL เพิ่มภายนอก

อาวุธลับสำหรับติด blogspot ที่ต้องมี
- technorati <== ฺback link แข็งๆๆ จาก tag
- blogcatalog <== traffic จาก feed มีมาให้เห็นตลอด
- mybloglog <== back link ผลดีฝั่ง yahoo
- feedburner <== ping บทความให้เองเมื่อโพส
- feedjit <== ทีเด็ดมันได้ auto back links นะจะบอกให้

ซับมิต ไม่ต้องไปหาลิสต์เป็นพัน เป็นหมื่น แค่นี้เกินพอ
- folkd
- propeller
- simply
- digg
- reddit
- mixx
- ที่เหลือขยัน พลังเหลือ ก็ตามสบาย

ติด stats.in.th เพื่อดูสถิติ และมันได้ back link ด้วย
ติด topofblogs ดูสถิติได้ด้วย ได้ back link ด้วย

Submit Rss ด้วยถ้าพลังเหลือ
อ่านดูแล้วเหมือนง่าย แต่ไม่เคยลองทำ... ว่างๆ จะลอง(ผลัดวันอีกละ 555)

Monday, April 13, 2009

อัพเดตผลงาน AOM ร้านแรก

ถ้าดูจากโพสที่แล้ว ผมเริ่มทำร้านแรกเมื่อวันที่ 20 เดือนที่แล้ว ในที่สุดก็มี Order แรกจากร้านนี้มาแล้วเมื่อ 3 วันก่อน ถึงตัวเลขรายได้ที่ได้นั้นจะไม่มากนัก แต่ถือว่าเป็นที่น่าพอใจครับ เพราะใช้เวลาไม่นานมาก และอย่างน้อยถ้าดูจากสถิติ ก็มีคนเข้าทุกวัน(วันละ4-5คน) แต่ก็ยังต้องติดตามผลต่อไปว่าทำไมถึงเกิดการซื้อน้อย หรืออาจจะเป็นเพราะสินค้าที่ค่อนข้างขายยากก็เป็นไปได้ครับ

ช่วงสงกรานต์นี้ พอมีเวลาบ้าง ตั้งใจว่าจะทดสอบอีกสัก 2 ร้านจาก AOM ได้ผลยังไงจะมารายงานอีกทีครับ และนี่คือร้านที่สองที่เพิ่งทำเสร็จเมื่อคืน AVIC Navigation ครับ