Tuesday, February 1, 2011

155 Cafe » Blog Archive » How to Find Niche keyword

155 Cafe » Blog Archive » How to Find Niche keyword: "- Sent using Google Toolbar"

ในการหา keyword ไม่จำเป็นต้องไปซื้อโปรแกรมราคาแพงๆ หรือ ซื้อ keyword มาครับ มันมีอยู่ๆทั่วๆไปในเว็บจำพวก shopping mall ทั้งหลาย ครับไม่ว่าจะเป็น shopping.com amazon.com ebay.com buy.com เป็นต้น
ซึ่งเว็บเหล่าใหญ่ๆเหล่านี้ จะมีการจัดลำดับ Top Search หรือ Top Products เอาไว้ ซี่งผมขอรวบรวมไว้ในที่นี้นะครับ
http://www.mysimon.com/compare-top-searches
http://www1.shopping.com/top_searches
http://product-index.ebay.com/best_selling_1.html
http://www.bizrate.com/sitemap/top_products.html
http://www.bizrate.com/sitemap/top_searches.html
http://www.shopwiki.com/QQ/2

Sunday, January 30, 2011

xmlrpc มันคืออะไรครับ

xmlrpc มันคืออะไรครับ: "- Sent using Google Toolbar"

xml รูปแบบฟอแมตของไฟล์แบบนึง
remote การใช้งานข้ามเครื่อง
procedure อธิบายไงดี ฟังก์ชั่นละกัน
call เรียก

การเรียกฟังก์ชั่น(procedure-service) ของเครื่องชาวบ้านด้วยฟอแมต xml

แปลแบบที่เข้าใจส่วนตัว


ที่ ใช้ใน wordpress ก็เช่น wp จะมีฟังก์ชั่นไว้ในรูปแบบ xmlrpc หากเราจะใช้งานฟังก์ชั่นนั้นก็กรอกตัวแปรเข้าไป แล้วเรียก เวลาทำงานส่งข้อมูล(เราไม่ได้เห็นหรอก) มันจะส่งหากันด้วยฟอแมต xml (เอาตัวแปรที่เราจะส่งไปทำในฟอแมต xml) แล้วส่งให้ระบบ wp ระบบ wp ก็จะเอาตัวแปรไปทำงานตามฟังก์ชั่น หาก return ค่าก็ส่งกลับแบบ xml หากไม่ต้อง return ก็ทำงานไปตามที่ถูกสั่ง

Saturday, September 11, 2010

Keywords โดนใจ สไตล์ Clickbank

เดือนพฤษภาคม 2551-- ตอนนั้นผมขาดทุนมาแล้วหลายเดือน หลังจากลองผิดลองถูกมาหลายตัวและหลายวิธีมันก็ยังเหมือนเดิม  คือขาดทุนยับเยิน   ก็พยายามค้นหาในเน็ตนี่แหละว่า มีตรงไหนพอจะให้ความรู้เรื่องการทำ CB บ้าง  มาเจอเว็บบอร์ดนี้เข้า  รู้สึกทึ่งในความรอบรู้ของบรรดาเทพที่มาถ่ายทอดให้รุ่นน้องฟัง  ถ้าอยากทำ CJ หรือ Amazon มาที่นี่แต่ตัวกับหัวใจ  เดินออกไปด้วยความรู้เต็มเปี่ยม ทำมาหากินได้เลย  แต่ทว่าข้อมูล Clickbank มีน้อยยิ่งนัก  ยังไม่พอเพียงที่จะช่วยผมแก้ปัญหาการขาดทุนได้  เลยต้องย่องเข้าไปดูเว็บบอร์ดฝรั่ง  สมัครเข้าเป็นสมาชิกหลายบอร์ด  เข้าไปโพสข้อความในแหล่งที่เซียนฝรั่งเขามาสุมหัวกันอยู่   คนไหนท่าทางใจดีผมก็เมลไปถามเขาตรงๆเลยว่า ?เฮีย ถ้าผมจะขายตัวนี้จะใช้วิธีไหนดี ?  คนเก่งและรู้จริงเขามักจะไม่หวงวิชา ส่วนใหญ่จะตอบมาเลยว่า ?รอเดี๋ยวไอ้น้อง  เดี๋ยวเฮียสอนให้? 
 สะสมสูตรเด็ดเคล็ดลับของเซียนฝรั่งเขามาเรื่อยๆ   จนกระทั่งจากที่ขายไม่ได้มันก็เริ่มขายได้ขึ้นมา    จากที่เคยสนใจแต่ตลาดอเมริกา  คิดแต่จะเอาเงินจากคนอเมริกัน ก็ได้เรียนรู้ว่าพ่อค้าที่ดีต้องไม่รังเกียจเงินไม่ว่าจะมาจากมุมไหนของโลก  ตอนนี้ผมได้ลูกค้าจากทุกที่  บางประเทศผมไม่เคยรู้จักมาก่อนเลยว่ามีตัวตนในโลก  

หลังจาก KeywordSpy แล้วไปไหนต่อ?
ก่อนจะมาใช้ KeywordSpy ผมใช้มาหลายตัวแล้ว  ClickAdEqualizer  ล่าช้าและเชือนแชมาก ต้องต่อ Proxy Server ตลอด ขนาดต่อพร็อกซี่แล้วก็ยังติดบ้างไม่ติดบ้าง   ลองดู KeywordElite อีก หลายสิ่งหลายอย่างไม่เป็นอย่างที่โม้ไว้   ย้ายมา SeoDigger-WordTracker-Spyfu   มาลงท้ายที่ KeywordSpy ซึ่งผมชอบมากเพราะมันใช้ฟรีนั่นเอง และข้อมูลที่ได้ก็ค่อนข้างชัดเจน  ไม่ต้องตีความกันนาน  และมันSearch ได้หมดไม่ว่าเราจะใช้อะไรเป็นตัวหลัก URL-Keyword-Affiliate Id เรารู้ทันทีว่าใครทำอะไรที่ไหน อย่างไร  ใส่ URL ลงไป แล้วดูที่ Overview เราก็เห็นแล้วว่าวงเงินที่เขาใช้โฆษณากันอยู่วันละเท่าไหร่   ถ้ามันไหลลงแสดงว่ากำลังเสื่อมความนิยม  ถ้าไหลขึ้นก็กำลังมาแรง เช็คได้หมดทุกเว็บดังๆที่ผ่านAdwords
        แต่ Keyword Tool พวกนี้ไม่มีตัวไหนสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์  แม้แต่ KeywordSpy  เหตุเพราะ
       1) เขาจับมาได้เฉพาะผู้ที่ใช้วิธี Direct Link กับ Adwords   แต่ผู้ขาย Clickbank ส่วนใหญ่เกือบเก้าในสิบใช้ Landing Page --Article Marketing  --และวิธี  Redirect 
     2) บางคนใช้วิธี Cloaking URL ทำให้ไม่สามารถดักจับได้
      3) บางคนใช้หลายนิกเนม เพื่อป้องกันการถูกล้วงข้อมูล
      อย่างไรก็ถาม ข้อมูลที่ได้มาแม้จะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ มันก็ทำให้เราพอจะเดาได้ว่าตัวไหนควรจับ ตัวไหนควรปล่อย   ผมมองเห็นข้อมูลใน KeywordSpy ครั้งแรกต้องนั่งอึ้งเลย เพราะตัวที่เราพยายามโปรโมทมาทุกตัวมันไม่อยู่ในสายตาของพวก Super affiliates เลย  มันไปคนละทิศละทางอย่างสิ้นเชิง

จะทำอย่างไรต่อกับข้อมูลเหล่านี้?
จะสังเกตุว่า Keywords ของ Super affiliates ที่ปรากฏให้เราเห็น มีแต่คีย์เวิร์ดสั้นๆซึ่งราคาแพงมาก  ที่จริงเขาใช้ทั้งแบบสั้นและแบบยาว  แต่เพราะเราดูได้แค่ยี่สิบรายการจึงเห็นเฉพาะคำสั้นๆ  ถ้าดูฉบับเสียตังค์ก็จะเห็นหมดว่าเขาใช้กี่พันกี่หมื่นคำ  แต่เราก็พอจะเอามาเป็นแนวได้ว่าเราจะต่อหัวต่อหางคำเหล่านี้ต่อไปอย่างไรดี
    สินค้าamazon พอได้คำหลักคือ ยี่ห้อ กับ รุ่น พอใส่ cheap, buy, sale, low price, best price, best buy ปะหน้าปะหลัง แล้วปล่อยให้มันกระโดดขึ้นเว็บวันสองวัน  ไม่ช้าไม่นานสตางค์ก็เคาะประตูเรียกหาถึงหน้าบ้านกันแล้ว    แต่สูตรนี้เอามาใช้กับคลิกแบ๊งไม่ได้  เพราะส่วนใหญ่มันเป็นสินค้าข้อมูล  สินค้าพวกนี้ต้องใช้เวลากลั่นกรองกันนานก่อนการตัดสินใจ  เขาไม่ได้เข้าเว็บเพื่อเสียเงิน  เขาต้องการข้อมูลที่ไม่เสียเงินต่างหาก แต่เมื่อมันหาไม่ได้จริงๆ เขาถึงยอมเสียเงิน ก่อนเสียเงินเขาก็ต้องคิดแล้วคิดอีกว่ามันคุ้มค่าหรือไม่ $37 เพื่อซื้อ ebook ไม่กี่หน้ามันคุ้มกันหรือไม่
    คนที่ search ด้วยคำว่า "Garmin Nuvi 760?  เขากำลังค้นข้อมูลเพื่อหาเรื่องเสียตังค์แน่นอน พอเจอราคาใน Amazon ดีกว่าที่อื่น เขาก็จ่ายเงินแล้วรอรับสินค้า มันง่ายๆตรงไปตรงมาแค่นี้
    แต่ว่าคนที่ search ที่ Google ว่า ?I want to lose my belly fat " เขาไม่ต้องการเข้ามาในเน็ตเพื่อซื้อ โปรแกรมลดความอ้วนอันใดอันหนึ่ง  ไม่ใช่เลย  เขามาเพื่อหาข้อมูลฟรี  แต่เมื่อหาแล้วข้อมูลไม่พอ  หรือหาไม่เจอ นั่นแหละ เขาถึงจะยอมควักเงิน เพราะมันจำเป็นจริงๆ  เธออาจจะเป็นเจ้าสาวที่กำลังเข้าพิธีวิวาห์ ต้องการลดความอ้วนด่วนเพื่อจะได้ใส่ชุดสวยๆได้  เขาอาจเป็นชายหนุ่มรูปร่างท้วมที่กำลังจะไปสมัครงาน ต้องการลดความอ้วนเป็นการด่วน เพื่อให้ดูดีในสายตานายจ้าง  แต่ถ้าไม่เร่งด่วน เรื่องจ่ายเงินคงไม่จำเป็นและยังรอได้   ถ้าเข้าใจตรงนี้  โอกาสขายได้ก็ง่ายขึ้น
       จะเห็นว่า เจ้าของเว็บเขาจะเตรียม Keywords มาให้เรามาก
มาย มากเกินความจำเป็น  บางเจ้าทำไฟล์ Excel มาให้เสร็จ 5000 คำ เพื่อให้เราไปโปรโมทสินค้าของเขา  เขามีแต่ได้กับได้ เพราะ eBook ขายสักกี่เล่มก็ต้นทุนเท่าเดิม แต่คนที่เสี่ยงคือเราที่ต้องเอาเงินเอาทองไปเสี่ยงเพื่อขายสินค้าให้เขา ฉะนั้นอย่าไปหลงกลเขาเด็ดขาด เขามักจะใช้ถ้อยคำเชิญชวนให้โปรโมทสินค้าว่า Converting like crazy ขายดีเป็นบ้าเป็นหลัง  บางทีก็ 1 in 6 Conversion Rate  ซึ่งโม้เกินจริงทั้งสิ้น  อัตรา Conversion เฉลี่ยของ Clickbank 
อยู่ที่ 2% บางเจ้าอาจจะมากหรือน้อยกว่านี้  แต่ไม่มากนัก  1% ถือเป็นเรื่องปรกติมาก แต่
1 ใน 6 เกิดขึ้นได้ยาก  เว้นแต่ว่าคุณมีเทคนิคการขายที่เหนือชั้นกว่าคนอื่นด้วยการกระตุ้นต่อมอยากซื้อให้เกิดขึ้นในจิตคน  เขาอาจไม่อยากซื้อ ไม่อยากเสียตังค์  แต่พอเห็นแถมเยอะๆเกิดอยากได้ของแถม  กี่ครั้งกี่หนที่เราเดินเข้าห้างแล้วซื้อสินค้าเพราะสะดุดตากับของแถมมากกว่าตัวสินค้าจริงๆ  ฉันใดก็ฉันเพล 
ดังที่ผมยกตัวอย่างการขายคู่มือรักษาริดสีดวงโดยวิธีธรรมชาติ  ขายด้วยวิธีปรกติธรรมดาขายไม่ค่อยออก คนป่วยเป็นริดสีดวงดูแล้วก็ผ่านไป ค้นหาข้อมูลฟรีต่อไปดีกว่า  เดี๋ยวก็คงเจอ  พอบอกว่า แถมคู่มือการทำอาหารมังสวิรัติ คู่มือการออกกำลังกายสำหรับผู้สูงวัย  คู่มือบำบัดการนอนไม่หลับ คู่มือจิปาถะเข้าไปอีกเบ็ดเสร็จเจ็ดเล่ม  ออร์เดอร์มาทันที
การกระตุ้นต่อมอยากซื้อด้วยวิธีแจก แถม รีเบต นั้นก็วิธีหนึ่ง  อีกวิธีหนึ่งคือกรองเอา Keywords ที่ไม่มีปุ่มอยากซื้อแบบปัจจุบันทันด่วนออกให้หมด   
สมมุติการขายโปรแกรมลดความอ้วนอีกครั้ง  เพราะนี่คือสินค้ายอดนิยม ขวัญใจแม่ยกตลอดกาล  สินค้าอื่นมาแล้วก้ไป แต่ขวัญใจแม่ยกอยู่ตลอด เพราะคนตะวันตกโดยเฉพาะคนอเมริกันมีปัญญาเรื่องน้ำหนักตัวเสียหนึ่งในสองคน เอาก้อนหินขว้างไปตรงไหนก็โดนคนอ้วนทั้งนั้น  สินค้านี้มีตลาดกว้าง  แต่ไม่ใช่ว่าขายง่าย เพราะมันไม่ได้มีเฉพาะคลิกแบ๊ง  CJ ?Amazon-Linkshare-Shareasale-paydotcom-maxbounty เขาก็มีสินค้าที่เกี่ยวกับคนอ้วนมานำเสนอทั้งนั้น  ทำอย่างไรจะให้เขาเลือกของเรา
เวลาทำ Amazon ต้องท่องกริยาสามช่อง Browse-Compare-Buy   แล้วพยายามเลือก Keyword ที่อยู่ในกริยาช่องที่สามให้มากที่สุด  แต่ของ Clickbank ส่วนมากจะเป็น Browse-Compare แล้วก็ Bye-Bye  ไม่พบไม่เจอกันอีกชั่วชีวิต 
ทำอย่างไรถึงจะให้เขาไม่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป  นอกจากการแจกการแถมแล้ว  พิจารณาตรงนี้ครับ
1) กลุ่มเป้าหมายมีกำลังซื้อหรือเปล่า  ถ้าคุณใช้คำว่า lose belly fat คำว่า belly แปลว่าพุง แต่มันเป็นคำที่วัยรุ่นใช้กัน  ถ้าคุณใช้คำนี้แสดงว่าการขายของคุณพุ่งเป้าไปที่วัยรุ่น ซึ่งเขาอาจจะอยากซื้อโปรแกรมลดความอ้วนของคุณ  แต่เขาไม่มีกำลังซื้อครับ เขายังไม่มีบัตรเครดิต  ดังนั้นคำนี้ต้องตัดออกไป คุณต้องการผู้ใหญ่ที่มีกำลังซื้อ ต้องใช้ keyword แบบผู้ใหญ่ เช่น weight control management หรือ how to control my weight  -- how to flatten my stomach   คำวัยรุ่นนั้นคลิกกันระเบิดเถิดเทิงครับ คลิกกันจนผมแทบหมดเนื้อหมดตัวมาแล้ว เขาคลิกเพราะเขาสนใจ เขาอยากซื้อ อยากหล่อ อยากสวย อยากเป็นนักกล้าม แต่เขาไม่มีตังค์ครับ  ถ้าจะขายอะไรก็ถามตัวเองก่อนว่า กลุ่มเป้าหมายคือใคร เขามีกำลังซื้อหรือไม่
ถ้าคีย์เวิร์ดที่ใช้อยู่ในกลุ่มคนที่ไม่มีกำลังซื้อ กรองออกให้หมด ถ้าจะขายผู้ใหญ่ ต้องหาคีย์เวิร์ดที่เป็นผู้ใหญ่ ศัพท์วัยรุ่น ภาษาสะแลงต้องงด
2) มีความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่   ถ้าเร่งด่วนมากโอกาสขายก็มีมาก เช่น
-- how to lose 3 pounds in 7 days
--how do I get back with my ex in 2 weeks
--how to find a job in 30 days 
--how do I fix my xBox now
          เงื่อนไขแห่งกาลเวลาที่เขาระบุเข้ามาในช่อง Search แสดงว่าเขามีความจำเป็นต้องแก้ปัญหาของเขาอย่างเร่งด่วน ลองนึกเป็นภาษาไทยง่ายๆ  คนหนึ่งใช้คำว่า ?ริดสีดวง?  อีกคนใช้คำว่า ?วิธีบำบัดริดสีดวงโดยวิธีธรรมชาติภายใน 30 วัน? คุณขายeBook เกี่ยวกับริดสีดวง คุณมีโอกาสขายได้กับลูกค้าหมายเลขหนึ่งหรือหมายเลขสอง  คนที่ระบุเงื่อนไขแห่งกาลเวลาเข้ามาด้วย ไม่ว่า Now-Today-7 days -3 days-one month-2 weeks -30 days เขามีความจำเป็นเร่งด่วนและมีความพร้อมจะซื้อมากกว่าคีย์เวิร์ดที่ลอยเคว้งคว้างโดยไม่ระบุเวลา
เอาสองข้อนี้ไปขบคิดให้ดีๆ  แล้วคุณอาจจะเริ่มมองออกเล็กน้อยแล้วว่า ทำไมบางคนมีแต่คลิกแล้วขายไม่ได้  บางคนมันขายเอาขายเอา
มีเวลาจะมาโพสใหม่ พบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ
ท่านที่ต้องการเข้าเว็บบอร์ดฝรั่งขาประจำของผม ไปตรงนี้ครับ  www.clickbanksuccessforum.com/forum
เทคนิคทั้งหมดผมล้วงมาจากบรรดาเทพแห่งเว็บนี้ทั้งสิ้น ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม


ที่มา : มือใหม่ อยากลอง clickbank

Quality Score กับ LP ของ Clickbank

ผมใฃ้ LP เขียนรีวิวใหม่ ใส่กราฟฟิกใหม่ ให้มันดูเท่ๆหน่อย 




คุณsupersonic ครับหรือเพื่อนๆทุกคนที่รู้ครับ รบกวนทีครับ ปกติคุณsupersonicหรือเพื่อนๆ จะใช้ LP ใช่ไหมครับ เพราะสินค้าที่มองข้ามส่วนใหญ่ จากประสบการณ์ของผมน่ะครับ พอนำwebsiteของทางเจ้าของสินค้ามาโปรโมทเลย คะแนนคุณภาพมันมักจะต่ำมากๆทั้งที่ kwมันก็สัมพันธ์กับกับadsและกับwebsite คะแนนอยู่ที่3,4เต็ม10 มันทำให้เราต้องบิดสูงมากๆครับ ...แต่ถ้าเป็นพวกqravity สูง มักจะไม่เป็นครับ ...ไม่รู้ว่าเป็นเหมือนผมป่าวครับ ขอบคุณครับ

 
เว็บพวกนี้ Quality Score ต่ำแน่นอน  เพราะยังไม่ดัง มี Back Links น้อยมาก วิธีแก้คือสร้างลิ๊งค์ไปยังเว็บดังๆตรงด้านล่างเว็บของเราหลายสิบเว็บ เช่น ผมขายเว็บพ่อมด โปรโมทอันนี้เป็นหลัก แต่ด้านล่างทำลิ๊งค์ไปยังหน้า Amazon ที่ขายหนังสือ Harry Potter-- เว็บส่วนตัวของ J.K.Rowling--และอีกมากมายหลายเว็บที่ดังระเบิดอยู่แล้วเท่าที่จะ search มาได้และเนื้อหาเกี่ยวโยงกัน  แต่เราไม่ต้องการให้คนดูคลิกตรงนี้ เราเอามาเสริมบารมีเท่านั้น ต้องทำสีของตัวอักษรที่เป็นลิ๊งค์ให้กลมกลืนไปกับหน้าเว็บเพจ เช่นพื้นสีเทา ตัวอักษรก็เทา คนดูมองไม่เห็น แต่ bot จะมองเห็น และเพิ่มคุณค่าให้กับหน้าเว็บของเราโดยอัตโนมัติ อันนี้ผมเรียนรู้มาจากเว็บบอร์ดของฝรั่ง  มันเคยใช้ได้ผลทำให้ Quality Score ดีขึ้นมากๆ  แต่ปัจจุบันนี้จะยังใช้ได้อยู่หรือเปล่าก็ไม่รู้นะ ไม่ได้ทำนานแล้ว เพราะตอนนี้ผมมุ่งไปทาง SEO เป็นหลัีก Google มักจะไล่ทันลูกเล่นของเว็บมาสเตอร์ และอบรม bot ของเขาให้ฉลาดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ปัจจุบันอาจจะหมดความขลังไปแล้วก็ได้  แต่เมือปีก่อนตอนที่ผมยังทำอยู่ได้ผลชงัดมาก  มันมีเทคนิคอีกมากมายหลายอย่างที่เซียนฝรั่งเขาทำกัน แต่พวกเรายังไม่ค่อยรู้ ที่ผมเอามาเล่าให้ฟังในกระทู้นี้ไม่ได้คิดขึ้นเอง ล้วงความลับมาจากเว็บบอร์ดฝรั่งทั้งสิ้น  ไม่ว่าการแจก- การแถม -การทำ Rebate- การใช้ KeywordSpy  เขาเริ่มต้นมาก่อนเรา เขาจึงสะสม Knowhow ทางนี้ไว้มากกว่าเรา มากจนผมคาดไม่ถึง  ถ้ายังสนใจยังมีเนื้อหาจะถ่ายทอดให้ฟังอีกหลายตอน


ที่มา : มือใหม่ อยากลอง clickbank

การหาสินค้า ClickBank

ขอเพิ่มอีกนิดหนึ่งเรื่องการหาสินค้า

ไม่ว่าจะทำ Amazon หรือ Clickbank คำถามแรกที่เรามักจะถามตัวเองคือ "จะขายอะไรดี" มันมีสองแนวทางคือ ไปตามกระแส เลือกสินค้าที่อยู่อันดับต้นๆ ของแต่ละ category แล้วเข้าำไปบิดสู้กับเขา ซึ่งส่วนมากมักจะเจ็บตัวกลับมา เพราะเจ้าที่เขาไม่ยอมให้สอดแทรกเข้าไปง่ายๆ
อีกวิธีคือหาสินค้าที่ไม่ค่อยมีคนสนใจ ซุกซ่อนอยู่ตามซอกตามหลืบ ขาดคนเหลียวแล ผมจำได้ว่าเมื่อครั้งที่ Harry Potter ยังแรงอยู่ ผมสงสัยว่ามันจะมีเว็บไซท์เกี่ยวกับพ่อมดหมอผีหรือเปล่า ลอง Search เข้าไปดู จ๊ะเอ๋เข้าเว็บหนึ่งอยู่อันดับที่ร้อยกว่า มันเป็นที่รวบรวมเรื่องราวของพ่อมด ไสยเวทย์ มนต์ดำ แต่ gravity มันแค่ 1 เรียกว่าไม่มีใครสนใจจะโปรโมทเลย ผมเลยลองทำดู พบว่าแทบไม่มีคู่แข่งเลย โฆษณาของ Adwords มีอยู่สามอัน ผมจ่ายคลิกละ 0.03 อยู่อันดับสาม ทุกหนึ่งเหรียญที่จ่ายไปได้กลับมาสิบห้าเหรียญ อิ่มหมีพีมันไปพักหนึ่ง ตอนนี้ Harry Potter ไม่ค่อยดังแล้ว และ gravity มันขึ้นไปถึง 15 คู่แข่งมากขึ้น ผมเลิกทำไปนานแล้ว แต่เล่าให้ฟังเพื่อเป็นข้อคิดว่า "อย่าสรุปว่าถ้า Gravity ต่ำแล้วจะขายไม่ได้"

Gravity คืออะไร?
แปลตรงๆก็แปลว่าแรงดึงดูด ถ้า gravity สูงก็คือมันมีแรงดึงดูดให้ Affiliate Marketers เข้ามาทำกันเยอะ แค่ค่า gravity มันอาจเป็นภาพลวงตาก็ได้ เพราะวิธีการคำนวณของมันใช้จำนวนผู้ขายเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ยอดขายเป็นตัวตั้ง ดังนั้นสินค้าที่มี Gravity 600 จริงๆแล้วอาจจะมียอดขายต่ำกว่าตัวที่มีค่า Gravity 400 ก็ได้

สมมุติ สินค้า Gravity 600 ยอดขายเฉลี่ยคนละหนึ่ง
แต่ สินค้า Gravity 400 ยอดขายเฉลี่ยคนละสอง
แสดงว่าสินค้าตัวที่สองมียอดขายจริงๆสูงกว่า
วิธีการคำนวณค่า Gravity ใช้ระบบ Weighted คือถ่วงน้ำหนัก ให้ความสำคัญกับการขายในระยะใกล้มากกว่าระยะไกล แล้วเอามาหาค่าเฉลี่ย
เช่น

สินค้า A มีผู้ขายได้ 10 คน ใน 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา เอาไปคนละ 1 คะแนน=10 คะแนน
ขายได้ 10 คน ใน 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เอาไปคนละ 0.9 คะแนน=9 คะแนน
ขายได้ 10 คน ใน 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา เอาไปคนละ 0.8 คะแนน=8 คะแนน
ขายได้ 10 คน ใน 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา เอาไปคนละ 0.7 คะแนน=7 คะแนน
คะแนนรวมทั้งหมด 34 แล้วเอามาหารด้วย 4 ค่า Gravity ของสินค้าตัวนี้คือ 8.5 อันนี้เป็นวิธีการคำนวณแบบคร่าวๆ จริงๆการให้คะแนนของเขาอาจจะต่างจากนี้ แต่หลักการอันเดียวกันคือให้น้ำหนักกับระยะใกล้มากกว่าระยะไกล จะเห็นได้ว่าเขาพูดถึงแต่จำนวนคนขาย ไม่ได้พูดถึงยอดขายเลย ค่า Gravity จึงไม่ใช่ตัววัดที่แท้จริงว่าสินค้าไหนจะขายดีกว่ากัน

เราจะดูได้อย่างไรว่าสินค้าไหนกำลังขายดี ?
นอกจากใน cbtrends.com แล้วอีกที่หนึ่งที่เราพอจะเดาทิศทางของสินค้าได้คือใน KeywordSpy.com พวกเราส่วนมากจะรู้จัก Spyfu.com และ KeywordSpy.com กันดี แต่ไม่รู้ว่าจะเอามันมาใช้ประโยชน์อย่างไร ยิ่งพอรู้ว่าต้องเสียตังค์ก็ไม่ค่อยอยากใช้ ที่จริง KeywordSpy เขาให้เราใช้ฟรีได้ตลอดชีพ แต่เวอร์ชั่นใช้ฟรีเขาให้เราดูได้แค่ยี่สิบรายการ ขณะที่เวอร์ชั่นเสียเงินดูได้ไม่จำกัด เราก็เอาเวอร์ชั่นฟรีก็พอแล้วครับ สมัครเป็นสมาชิก KeywordSpy แบบฟรีเสียก่อน เราอยากดู Keyword ไหนก็กรอกKeywordเข้าไปตรงช่อง Search มันก็จะขึ้นหน้าจอใหม่ขึ้นมา มีเมนู
Paid Keywords --Organic Keywords--Affiliate Keywords--Time Machine
เราคลิกที่ Affiliate Keywords ซึ่งค่า default ของมันคือ Clickbank อยู่แล้ว แต่เราจะเปลี่ยนเป็น Linkshare-Amazon-CJ ก็ได้ ในที่นี้เราจะดู Clickbank มันก็จะมีกราฟขึ้นมาด้านซ้ายมือ กับนิกเนมของ Super Affiliates ด้านขวามือ Super affiliates คือกลุ่มที่เอาโฆษณาไปลง Adwords กันมากที่สุด โดยวัดจากจำนวน Keywords (แกน Y) และ Products(แกนX) ถ้าเขาขายไม่ได้เขาจะทุ่มเงินกันมากมายเข้าไปทำโฆษณาทำไม เราก็คลิกไปที่นิกเนมของแต่ละคน เข้าไปดูว่าเขากำลังขายอะไรกันอยู่ ใช้ Keyword อะไร ใช้ถ้อยคำอะไรในโฆษณา เขาเป็น super affiliates ได้แสดงว่าเขาทำการบ้านมาเยอะ เราก็แอบดูของเขาบ้างจะเป็นไรไป ไม่ต้องไปลอกเขามา แต่เอามาเป็น guide ได้ว่าอะไรขายได้ขายไม่ได้ รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ผมเริ่มหยุดขาดทุนก็ด้วยวิธีนี้ หลังจากทำมั่วไปหมดจนขาดทุนติดต่อกันหลายเดือน ผมหยุดตั้งหลักแล้วเข้าไป research ใน KeywordSpy จนเริ่มเห็นแนวว่าจะไปอย่างไรต่อ จะจับตัวไหนดี ลองดูกันครับ อย่าเพิ่งท้อ มีทุนทำ Adwords ก็ทำไป ไม่มีทุนก็ทำ Article Submission ก็ได้ อาศัียความอดทนอย่างเดียว ผลลัพธ์เหลือเชื่อ

ที่มา: http://forums.sem.or.th/index.php/topic,17986.msg132799.html#msg132799